@ ตนเชื่อโดยสุจริตว่า มีสิทธิขึ้นชกได้และจำเป็นต้องชก เพราะเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2553 นายธีรพัฒน์ โรจนตัณฑ์ หัวหน้าค่าย ป.ประมุข ได้นำตนไปเซ็นสัญญา กับบริษัท สปอร์ตอาร์ต ว่าตนต้องขึ้นชกรายการ Thai Fight ไปจนถึงเดือนธันวาคม 2555 โดยได้ค่าตัวครั้งละ 3 แสนบาท ไม่รวมรางวัล
@ หากไม่ขึ้นชกจะต้องถูกปรับ 5 เท่า เท่ากับ 1 ล้าน 5 แสนบาท โดยนายธีรพัฒน์ ลงชื่อเป็นพยานในสัญญา และค่ายยังเคยมีหนังสือลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 ขออนุญาตจากบริษัท สปอร์ตอาร์ต นำตนไปชกในรายการของค่าย ตนเข้าใจว่าการชกรายการ Thai Fight ทางค่ายได้ยินยอมมอบสิทธิการชกของตนให้บริษัท สปอร์ตอาร์ต ไป Thai Fight ทางค่ายได้ยินยอมมอบสิทธิการชกของตนให้บริษัท สปอร์ตอาร์ต ไปแล้ว มีกำหนด 2 ปี
@ และก่อนหน้านี้ค่ายก็บอกให้ตนเตรียมตัวขึ้นชกรายการนี้มาโดยตลอด เมื่อบริษัท สปอร์ตอาร์ต แจ้งให้ตนขึ้นชกในวันดังกล่าว ตนจึงปฏิบัติตาม เพราะไม่เช่นนั้นตนจะถูกปรับตามสัญญา 1 ล้าน 5 แสนบาท ตนไม่ได้จงใจหรือมีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายมวยแต่อย่างใด เพราะการกระทำของค่ายทำให้เข้าใจได้อย่างนั้น
@ จึงขอให้บอร์ดมวย ยกเลิกหรือเพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนและขอให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งไว้ก่อน ในระหว่างการพิจารณาของบอร์ด เพื่อไม่ให้ตนต้องเสียหายหรือเสียสิทธิในระหว่างนี้ และเพื่อประโยชน์ของประชาชนที่อยากดูตนชกมวย หรือประโยชน์แก่ประเทศในกรณีที่มีรายการชกในต่างประเทศ ตนจะได้ชกมวยได้ในระหว่างที่คำสั่งยังไม่ถึงที่สุด
@ ซึ่งตามรายงานระบุว่าหนังสืออุทธรณ์ดังกล่าว ได้ถึงมือนายเดช ใจกล้า ผู้อำนวยการสำนักงานการคณะกรรมการกีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว..
ต้นข่าว @ ภาพ : www.manager.co.th






Comments