Home / เสราะกราว / นักร้องหลงนักมวย..

นักร้องหลงนักมวย..

-@@- ยุคนี้ว่าจะเป็นยุค “ขาลง” ของมวยไทยก็พูดลำบาก คนเข้าดูในเวทีมาตรฐานน้อยลงก็จริง

แต่ลองดูในศึก “ไทย ไฟต์” ที่มี “บัวขาว บัญชาเมฆ” เป็นดาราชูโรง กลับมีแฟนมวยเข้าชมกันตาหนาตาทุกครั้ง

ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ มีคนรุ่นหนุ่ม-สาวหันมาสนใจฝึกมวยไทยกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ยังไม่นับรวมกับบรรดาคนต่างชาติที่เดินทางมาฝึกมวยไทย จนสามารถเกิดเป็นธุรกิจ “ทัวร์ มวยไทย” กันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

ที่หันมาฝึกนั้น มีทั้งฝึกมวยไทยไว้ป้องกันตัว และ ฝึกฝนเพื่อก้าวไปเป็นนักมวยอาชีพหรือฝึกมวยไทยเพื่อลดความอ้วน ให้หุ่น “ฟิต แอนด์ เฟิร์ม” ก็มี

เพราะความฮอตของการฝึกมวยไทยในลักษณะนี้หรืออย่างไรไม่ทราบได้

แมทธิว ฉันทวานิช หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “แมทธิว ดีน” นักร้อง-นักแสดง ที่หันมารับทำหน้าที่เป็นพิธีกรในศึกมวยไทยรายการดังอย่าง “ไทย ไฟต์” ก็เกิดอาการติดลม เปิดค่ายมวยของตัวเองด้วยเหมือนกัน

ทำให้นึกขึ้นได้ว่า พ่อนักร้อง-นายแบบ เจ้าของหุ่นสูงชะลูด ตูดปอด (หรือเปล่าไม่ทราบ ฮ่า) รายนี้ ก็ไม่ใช่ “นักร้อง” คนแรกที่กระโจนเข้าสู่วงการมวย

แฟนมวยรุ่นหลังอาจจะงง ที่ทราบว่ามี “นักร้อง” กระโจนเข้าสู่วงการมวยด้วยหรือ เพราะเคยรู้แต่ว่ามีนักมวยเข้าสู่วงการนักร้องอย่าง สามารถ พยัคฆ์อรุณ เขาทราย กาแล๊กซี่ สมรักษ์ คำสิงห์ อะไรพวกนั้น

แต่นักร้องที่เป็นนักร้องอาชีพ ที่กระโจนเข้าสู่วงการมวยไทย มีมานานมากแล้ว

ไม่ใช่เป็นนักร้องแล้วหันมาเอาดีด้วยการสวมนวมขึ้นชกอะไรหรอก แต่เป็นการหลงกลิ่นสาปนวมในลักษณะผู้ให้การสนับสนุนต่างหาก

ดังตัวอย่างที่จะเล่าต่อไปนี้

นักร้องคนแรกๆ ที่เข้ามาคลุกคลีอยู่ในวงการมวยที่อยากแนะนำก็คือ “สุดา ชื่นบาน”

คุ้นกันบ้างมั้ย

ก็ “สุดา” คนนี้ไง ที่เป็นแม่ของ “แหม่ม” พัชริดา วัฒนา หนึ่งในสมาชิกของวง “สาว สาว สาว” ที่ดังสุดขีดเมื่อราว 20 ปีก่อน แต่ตอนนี้สรรพนามชื่อเปลี่ยนจาก “หนูแหม่ม” เป็น “พี่แหม่ม”  “น้าแหม่ม”

และเป็น “ป้าแหม่ม” ไปในที่สุด

สมัยที่กระโจนเข้าสู่วงการมวยนั้น “สุดา” ยังเป็นสาวละอ่อน หุ่นอึ๋ม นุ่งกระโปรงสั้น โชว์ขาอ่อน ร้องเพลงอยู่ในไนต์คลับชื่อดัง รายได้อู้ฟู่เป็นอย่างมาก รับรายได้เดือนละ 4-5 พันบ้านได้กระมัง (รายได้สมัยเมื่อปี 2513-2514 โน่นนะครับ)

สมัยนั้น “เม้า” สุดา รวมไปถึง “แดง” ฉันทนา กิติยพันธ์ (แม่ของแอม-เสาวลักษณ์ ลีละบุตร) ดังเอามากๆ มีแฟนเพลงทั่วบ้านทั่วเมือง

สำหรับเหตุผลที่ นักร้องสาวเสียงการะเวกอย่าง “สุดา” เข้าสู่วงการมวยก็เพราะว่า พี่ชายของเธอคือ “ธานี พยัคฆ์โสภณ” นักมวยไทยมีระดับคนหนึ่ง ซึ่งสุดาและแม่คือ “น้อย ชื่นบาน” เป็นกองหนุนสำคัญนั่นเอง

ธานี ไปชกที่ไหน สุดา และแม่ ตามไปเชียร์ที่นั่น ไม่เคยขาด

อีหนูหน้าหวาน (สมัยนั้น) เคยสร้างความฮือฮาในวงการมวยยุคนั้น เมื่อครั้งหนึ่งควักกระเป๋าตัวเองวางเงินเดิมพันจำนวนหนึ่งหมื่นบาท เมื่อครั้งธานี พี่ชายของเธอ เจอกับ ธนูทอง ก.เจริญ ที่เวทีลุมพินี

หนนั้น ทำท่าว่า “สุดา” จะฟาดเดิมพันเรือนหมื่นไปได้อยู่แล้ว เพราะ ธานี ทำคะแนนนำจะแจ้งใน 3 ยกแรก แต่พอขึ้นยก 4 เกิด “ดวงแตก” เอาหน้าไปรับศอกของธนูทอง เข้าจนเลือดทะลัก พ่ายแตกไปอย่างเหลือเชื่อ เล่นเอานักร้องสาวร้องไห้โฮอยู่ตรงข้างเวทีนั่นเอง

ไม่รู้ว่าเจ็บใจ (ที่พี่ชายแพ้และตัวเองเสียเงิน หรือเปล่า) หรือว่าไงกันแน่ เพราะหลังจากนั้น สุดา และยอดคุณแม่ ก็เที่ยวไล้เที่ยวขื่อเข้าสนามมวยเป็นประจำ สนิทสนมกับคนในวงการมวยมากหน้าหลายตาทั้งโปรโมเตอร์ หัวหน้าคณะ นักมวย ไปจนถึงนักข่าว และมักจะเข้าร่วมงานเลี้ยงในวงการหมัดมวยเป็นประจำ

กลายเป็นแม่เหล็กในวงการมวยในยุคนั้นไปเลย

จนมาถึงระยะหนึ่ง ธานี พี่ชายของเธอสบโอกาสขึ้นชกในแบบมวยสากลกับ “สิงห์ร้ายบ้านไผ่” ไกรสมุทร จันทรพิษ โดยมีเดิมพันติดปลายนวมหนึ่งพันบาท แน่นอนว่าสุดา เป็นคนควักกระเป๋าจ่ายเงินเดิมพันนั้นเอง

คราวนี้เธอสมหวัง เพราะธานี น็อก ไกรสมุทร ได้ในยกที่ 7 ทำให้สุดาได้เงินเดิมพันมาสมใจอยาก

แต่หลังการชกไฟท์นั้นของพี่ชายแล้ว สุดา ก็ค่อยๆ หายหน้าหายตาไปจากวงการมวย เพราะงานร้องเพลงชุกทั้งกลางวัน-กลางคืน ยิ่งเมื่อต่อมา ธานี สละโสดกับสาวงามที่เข้ามาเชียร์อยู่เป็นประจำ ประกาศอำลาสังเวียนไป ก็พลอยทำให้น้องสาวอย่างสุดา แทบจะไม่ได้แวะเวียนเข้าสนามมวยอีกเลย

เรื่องราวของสุดา ชื่นบาน กับวงการมวยจึงจบลงแต่เพียงแค่นั้น

แต่นักร้องคนถัดมาที่มีมวยอยู่ในหัวใจ มีชื่อเสียงยิ่งกว่า “สุดา ชื่นบาน” เสียอีก

 

 

เขาคือ “ธานินทร์ อินทรเทพ” มีนิคเนมว่า “เล็ก” เพื่อนและรุ่นพี่ที่สนิทสนมมักเรียกชื่อติดปากว่า “ไอ้เล็ก” นั่นเอง

ธานินทร์ เป็นนักร้องเสียงทองแห่งยุคเคยได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทานถึง 3 ครั้งซ้อน และรางวัลเสาอากาศทองคำอีก 3 ครั้ง มีเพลงฮิตระเบิดนับร้อยเพลง อาทิเช่น รักเอย เหมือนคนละฟากฟ้า ศาลาหัวใจ คาวหัวใจ ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก ฝากเพลงลอยลม น้ำตาร่วงหลังพวงมาลัย ฯลฯ โอ๊ย อีกเยอะแยะ เจียระไนไม่หมด

สมัยที่เป็นนักร้องหน้าใหม่อยู่ในเครือของพยงค์ มุกดา จนต่อมาได้เข้าสังกัดอยู่ในทีม “สุเทพโชว์” นั้น ธานินทร์ อินทรแจ้ง หรือ อินทรเทพ ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับวงการมวยมากนัก นานครั้งจึงจะติดสอยห้อยตามกลุ่มของ “ชรินทร์ นันทนาคร” สมัยที่ยังใช้นามสกุลว่า “นามเมือง” และ “อดิเรก จันทร์เรือง” เข้ามาดูมวยบ้างประปราย

มาตอนหลัง เมื่อเข้ามาร้องเพลงที่ สีดาไนท์คลับ ร่วมกับ สุเทพ อดิเรก ยุคแรกนั่นหรอก เขาจึงโผล่หน้ามาที่สนามมวยจนกลายเป็นขาประจำคนหนึ่ง

สมัยโน้น “สีดา ไนท์คลับ” ถือเป็นแหล่งรวมตัวของของบุคคลในวงการมวย อย่าง “หัวแตงโม” เทียมบุญ อินทรบุตร นี่เข้าไปตั้งแต่เปิดสีดาใหม่ๆ

จากนั้นก็ตามเข้ามาเป็นทิวแถวทั้ง บุญส่ง กิจกล่ำศรวล ฉลาด วงศ์ชีพ มากระทั่งถึง “ป๋ากอบ” ประกอบ เจริญลาภ

บรรดา นักร้องชาย-หญิง นักดนตรี พาร์ทเนอร์ พนักงานบริการ จึงพากันเป็นเป็นโรคคลั่งมวยไปตามๆ กัน

หนักข้อกว่าเพื่อนก็คือ “ไอ้เล็ก” น้องใหม่ของ “สุเทพโชว์” นั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็นรายการใหญ่-เล็ก ทั้งที่ราชดำเนิน ลุมพินี หรือแม้แต่รายการมวยโหลๆ อย่างวันเสาร์-อาทิตย์ แทบจะไม่มีรายการไหนที่ไม่มีร่างของ ธานินทร์ ปรากฏอยู่เลย เขาเป็นนักเล่นได้เสียที่มือใหญ่ใจโตไม่เบา เล่นคู่หนึ่งไม่น้อยกว่า 500 บาท (สมัยนั้น) ยิ่งถ้าเป็นนักมวยที่เป็นพรรคพวกกันด้วยแล้วคู่หนึ่งไม่ต่ำกว่า 3-4 พันบาท

หรือแม้แต่สนามม้า เขาก็นิยมไปสิงสถิตทุกสัปดาห์ที่มีการแข่งขัน และส่วนมากหน้าเหี่ยวออกจากสนาม บางคราวถึงขนาดหมดตูด ไม่เหลือแม้ค่าน้ำมันรถ

สาเหตุที่ชื่นชอบการพนันมวย-ม้า เป็นชีวิตจิตใจนั้น ธานินทร์ เคยเปิดใจว่า ตัวเขาเองเกิดมาท่ามกลางกลิ่นไอของความยากจน ชนิดว่าอดมื้อกินมื้อ กว่าจะไต่เต้าจากชีวิตนักร้องงานวัดมาเป็นนักร้องระดับแผ่นเสียงทองคำ ก็ฝ่าฟันอุปสรรคมามากมาย เมื่อร่ำรวยและมีชื่อเสียง ก็เลยอยากทำอะไรอย่างที่หัวใจปรารถนา ให้สมกับความอยากที่ฝันถึงความมั่งมีศรีสุขมานานนับสิบๆ ปี

มันเป็นอย่างนั้นละครับ ท่านผู้ชม

ระยะหลัง นักร้องเสียงทองหันไปสนิทสนมกับ “ไส้กรอก” บุญเกียรติ วิบูลย์ลาภ นักเล่นคนดังในวงการมวยมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเศรษฐีไส้กรอกมีภรรยาเป็นนักร้องเก่าคือ “พรทิพา บูรณะกิจ” นักร้องลูกทุ่งที่เสียงกังวานเหมือนระฆังทอง

พอสนิทกันมากเข้าทั้งคู่ก็เริ่มคิดการใหญ่ ไปชักชวน “ครูเฒ่า” ชนะ ทรัพย์แก้ว มาตั้งค่ายมวย “วิบูลย์ยิม” ที่แถวสะพานซังฮี้ โดยมี “ครูเฒ่า” เป็นเทรนเนอร์ มีเสี่ยบุญเกียรติ เป็นผู้จัดการยิม และ ธานินทร์ รับหน้าที่เป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์

หลังจากมีค่ายซ้อมแล้ว “เสี่ยเล็ก” นักร้องเสียงทองแห่งยุคก็ขยับตัวเองขึ้นเป็นหัวหน้าคณะ มีชื่อโก้หร่านว่าค่าย “ศักดิ์ธานินทร์” มีนักมวยฝีมือดีประดับค่ายอยู่ 2-3 ราย

 

 

ธานินทร์ แต่เดิมก็เป็นคนที่มีอัธยาศัยอันดี มีน้ำใจ เป็นกันเองกับคนทุกระดับชั้น พอมีทำค่ายมวยก็ทุ่มเทเต็มที่ เรื่องเงินทอง ความเป็นอยู่ ทุ่มเทให้นักมวยในค่ายจนหมด

เอาเป็นว่า ชีวิตของนักร้องเสียงทองในยามที่เป็นหัวหน้าคณะ “ศักดิ์ธานินทร์” นอกจากการร้องเพลงตามไนท์คลับในยามค่ำคืนแล้ว เวลาที่เหลือหมดเปลืองไปกับ ม.ม้า และ ม.มวย

ยกเว้น ม.เมีย ว่าอย่างนั้นเถอะ

แต่ค่ายมวย “ศักดิ์ธานินทร์” แม้จะน้ำเลี้ยงดีอย่างไร แต่ผลงานของนักมวยในค่ายก็ไม่ดีอย่างที่หวังนัก ที่พอจะมีชื่อหน่อยก็คือ “ชาญณรงค์ ศักดิ์ธานินทร์” แต่ก็ไม่ดังเปรี้ยงทะลุฟ้า เทียบความดังกับเจ้าของค่ายไม่ได้แม้สักกระผีก

ทำค่ายได้พักใหญ่ นักร้องเสียงทองแห่งยุคจึงเกิดอาการเซ็ง ถอดใจ ประกอบกับการเอาเวลามาคลุกคลีกับ “ม้า-มวย” พลอยทำให้ชีวิตครอบครัวต้องอัปปาง เลิกรากับเมียคู่ชีวิตที่เป็นนักร้องดังอย่าง “วงศ์ทิพา วีระชาติพลี” ไปด้วย

หลังจากฮึดสู้อยู่พักหนึ่ง “ธานินทร์” จึงได้ยุติบทบาทหัวหน้าคณะ “ศักดิ์ธานินทร์” หลังจากค้นพบว่าชีวิตในวงการมวยของเขานั้น “เสีย” มากกว่า “ได้”

แต่ต้องถือว่า “ธานินทร์ อินทรเทพ” เป็นตำนานของ “นักร้องในวงการมวย” ที่เคยสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับวงการมวยมากมาย

เท่าที่ทราบ “ธานินทร์” ก็ยังคบหากับมิตรสหายในวงการมวยอยู่เนืองๆ ที่สนิทมากเป็นพิเศษก็คือ “ไอ้หมัดค้อนตอกสิ่ว” ฟ้าใส ทวีชัย อดีตนักมวยหมัดหนักชนิดโป้งเดียวจอดเมื่อสมัยหลายสิบปีก่อนโน้น ซึ่งนักร้องเสียงทองมักจะไปเยี่ยมเยียนพูดคุย “กินของขม ชมเด็กสาว เล่าความหลัง”  ที่บ้านไร่ “สมบัติ 5 ไร่-ฟ้าใส ทวีชัย” ที่จังหวัดอุบลราชธานี อยู่เป็นประจำ

ยุคสมัยเปลี่ยนไป ตอนนี้จะหานักร้องมาคลุกคลีอยู่ในวงการมวยกลายเป็นเรื่องยากไปเสียแล้ว เพราะหนักไปทางชอบเตะฟุตบอล หรือเล่นกีฬาที่ดูอินเทรนด์มากกว่า

ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งจะมีนักร้องระดับซุปตาร์สักคนหันมาปลุกกระแสความสนใจในกีฬามวยไทยให้เกิดขึ้นอีกครั้ง

 

sp3-e1417228810475

new-logox2-e1416876872708-2-e1417234758308

 

@ credit news – image : www.sportclassic.in.th

เชิญแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ

comments